ผมพึ่งได้ email จากเพื่อนชาวอเมริกาว่าเค้าสอบได้ CCIE แล้ว น่าตื่นเต้นและ
ยินดีมากๆสำหรับผมและเพื่อน เพื่อนผมคนนี้รู้จักกันสมัยผมทำงานด้าน network ที่ Chicago 4-5 ปีมาแล้ว ผมได้สอบ CCIE ก่อนแต่ไม่ผ่านแล้วก็เลิกพยายามไปโดยปริยาย ส่วนเพื่อนผมสอบ CCIE 3 ครั้งแล้วพึ่งมาได้ครั้งที่ 3 นี้เอง ผมเลยคิดว่าน่าจะเอาประสบการณ์การสอบ CCIE มาเล่าสู่กันฟัง
อะไรคือ CCIE
CCIE หรือ Cisco Certified Internetwork Expert เป็น certificate ขั้นสูงสุดของ Cisco ปัจจุบันมีแยกออกเป็นหลาย track เช่น Routing/Switching, Security, Voice, Service Provider, และ Storage Networking.. ผู้ที่ได้ CCIE จะได้ความยอมรับอย่างมากๆ เพราะเป็น certificate ที่มีมานานและขึ้นชื่อว่าข้อสอบหินมาก ผู้ที่สอบผ่านย่อมไม่ใช่ธรรมดา J
ทำไมต้อง CCIE
ในอเมริกา (และอีกหลายๆที่ในโลก แต่ผมไม่แน่ใจสำหรับเมืองไทย ใครรู้ช่วยบอกมาด้วยก็ดีครับ) คนที่ได้ CCIE เนี่ยะจะได้เงินเดือนเยอะมาก ขั้นต่ำก็ 100,000USD ต่อปี (ถ้าอยากรู้ว่ามาก ยังไงก็ลอง เปรียบเทียบ กับค่าครองชีพง่ายๆว่า Honda Accord ขายใน อเมริกาประมาณ 20,000 USD เพราะฉะนั้น CCIE ก็ซื้อรถ Accord ได้ 5 คัน แต่ตอนนี้เงินเดือนผมทั้งปีในเมืองไทยยังซื้อ Accord ซักคันยังไม่ได้เลย แฮะๆๆ) และหางานได้ง่ายมากๆด้วยเพราะที่ไหนก็รับ หรือบางทีก็เป็น Freelance consultant ก็ได้
CCIE ยากยังไง
การสอบเพื่อที่จะได้ CCIE จะมี 2 ส่วนคือสอบข้อเขียนและสอบ lab ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าไม่ใช่เข้าใจแค่ theory หรือแค่จำมา แต่ต้องสามารถนำมาใช้จริงได้ด้วย
สอบข้อเขียนก็ประมาณ 100 ข้อ 2 ชั่งโมง เนื้อหาครอบคลุม networking technology ที่ใช้ใน ปัจจุบัน เกือบทั้งหมด ตั้งแต่ OSI theory, IP, IP routing protocols ทั้งหมด, WAN protocols, DLSW, VLAN, security, VPN, voice, wireless, multicast, etc.. ถ้าสอบผ่าน คุณก็จะมีสิทธิ์ได้สอบ CCIE lab ซึ่งต้องจองวันสอบล่วงหน้าเพราะสถานที่สอบจะมีประมาณแค่ 10 ที่ทั่วโลกแล้วก็จะเต็มเร็ว สำหรับใน Asia ก็จะมีที่ Hong Kong, จีน, India (ไม่แน่ใจว่า Singapore มีรึเปล่า)
CCIE Lab Exam
สมัยก่อน CCIE Lab จะสอบ 2 วันแยกกันชัดเจนว่าวันแรกเป็นการ setup complex IP network ส่วนวันที่สองจะเป็น troubleshooting กับ Non-IP labs แต่เมื่อประมาณปี 2001 Cisco ตัดสินใจลดให้ CCIE lab เหลือเพียง 1 วัน (8 ชั่วโมง) ซึ่งตอนนั้นฮือฮามากในแวดวงคนnetwork บางคนก็บอกว่าสงสัย CCIE Lab จะง่ายขึ้นและความ”ศักดิ์สิทธิ์” ของ CCIE ก็จะน้อยลง ส่วนCiscoก็ได้เงินเพิ่มแหงๆ เพราะ ศูนย์สอบจะว่างเร็วขึ้น ค่าสอบ lab นี่ 1,250 USD นะครับ เป็นรายได้เสริมของ Cisco ที่ไม่เลวมีเดียว
ทีนี้ในห้องสอบก็จะคล้ายๆกับ data center จะมี rack ให้กับผู้สอบ 1 rack ต่อ 1 คน ใน rack ก็จะมี ีอุปกรณ์ของ Cisco ใน rack เป็น router รุ่น 2600, 3600, 3700, switch รุ่น 3550 แล้วก็จะมี CD Doc จาก Cisco ให้เผื่อต้องการหาข้อมูล
ใน lab ก็จะมีผู้ดูแลที่เรียกว่า Proctor ซึ่งจะเป็นคนให้โจทย์ คอยตอบคำถามที่เราไม่แน่ใจ แต่ห้ามถาม ว่าข้อนี้ทำยังไงนะครับ คงโดนด่ากลับมา แล้วก็เป็นคนตรวจว่าเราทำถูกกี่ข้อได้กี่คะแนน ที่สำคัญคือไม่มี partial grade นะครับ คือต้องทำให้ถูกสมบูรณ์เท่านั้นแล้วจะได้คะแนนเต็ม ถ้าไม่สมบูรณ์ก็ศูนย์ (ผมโดน มาแล้ว คำสั่งให้มีการconfig access-list แบบพิศดาร ผมก็มั่นใจว่าทำได้แน่ๆ แต่ปรากฎว่าได้ศูนย์เพราะลืม apply ที่ระดับ Interface!!! เจ็บใจมากๆๆๆ) ปัจจุบันพอสอบเสร็จ Cisco ก็จะ email ผลให้ในวันรุ่งขึ้นว่า คุณได้หรือตก ถ้าได้ ได้CCIE number อะไร แต่ยังไม่จบครับ คนได้CCIE ต้องสอบข้อเขียนเพื่อ recertify ทุกๆ 2 ปี ไม่งั้นโดนยึดCCIEคืน
คำถามก็จะไม่บอกตรงๆนะครับว่าต้องconfig อย่างนู้นอย่างนี้ แต่คล้ายๆให้ requirements แล้วต้องตีโจทย์ออกมาเช่น
1) Configure R2, R3 and R4 as BGP peers such that, R2 and R3 only speak to R4. R2 should not exchange BGP updates with R3. Use the loopback addresses as the neighbor addresses for these three routers, and make sure that the router ID that appears in BGP updates is always the loopback interface. Do not configure BGP to advertise any networks found inside of AS200, and do not disable BGP synchronization on any routers.
อันนี้ไม่ใช้ข้อสอบจริงนะครับ ผมลอกมาจากพวก CCIE boot camp lab เพื่อให้เห็นว่า คำถามเป็น ลักษณะยังไง
ประสบการณ์สอบจริง !!
ทีนี้มาเล่าของจริง เริ่มของผมก่อนละกัน ตอนนั้น (4-5 ปีที่แล้วนะครับ) ผมอยู่ Chicago และต้อง บินไปสอบที่ RTP (Research Triangle Park) ซึ่งเป็นศูนย์สอบ ทางด้านตะวันออก ของอเมริกาและเป็น regional office ที่ใหญ่มากของ Cisco ผมไปถึงก่อนหนึ่งคืนเพื่อเตรียมตัว คืนนั้นนอน ไม่ค่อยหลับ เพราะตื่นเต้นมาก ตอนเช้าตื่นและขับรถจากโรงแรมไปถึงที่สอบแต่เช้าประมาณ 7 โมง ปรากฎว่า ไม่ได้เป็นคนแรกแฮะ มีคนรออยู่แล้ว 3-4 คน ทักทายกันเป็นพิธีให้หายตื่นเต้น แล้วผมก็เดินสำรวจ facility ที่สอบเพื่อรอ proctor เรียกเข้าห้อง ระหว่างสำรวจผมเห็น VoIP phone ของ Cisco ที่เอามาใช้ใน officeจริงๆเป็นครั้งแรกก็ร้องโอโหในใจว่าทันสมัยจริงๆ ว่าจะลองโทร check คุณภาพเสียง แต่ proctor ออกมาเรียกเข้าห้องก่อน
พอเข้าห้อง proctor ก็ให้booklet ที่เป็นโจทย์มา แน่นอนว่าอ่านเสร็จก็มึนตึ้บ ก็เล่นให้ config BGP, EIGRP, OSPF, RIP แล้วก็ทำ mutually redistribution แบบไม่ธรรมดาระหว่าง classfull vs classless (ไม่ใช่แค่พวก distribution-list หรือ route-map นะครับ) summarization แถมมี authentication ด้วย คือต้องรู้จักแทบทุก features ของ routing protocols โดยเฉพาะ BGP กับ OSPF เนียะมีทุกfeatures แต่ก็ผ่านวันแรกด้วยดี วันรุ่งขึ้นกลับมา Proctor ก็บอกว่าคะแนนผมผ่านเข้าไปทำlabวันที่สองได้ ซึ่งมีแค่ 2 คนในกลุ่มผมจาก 7 คน วันที่สองนี่โจทย์จะว่ายากก็ยาก ง่ายก็ง่ายนะครับคือมันเป็น lab ที่ต้องconfig technology ที่ผมไม่คุ้นคือ DLSw, VoIP, Multicast ซึ่งถ้าใครใช้อยู่ในชีวิตประจำวันก็คงจะทำได้โดยง่าย กับพวกfeatureที่ผมคิดว่ามัน “basic” เช่น access-list, logging, ntp, snmp, nat, เช่นให้ config access-list ที่ blockเฉพาะ network ที่เป็นเลขคู่ access-listบรรทัดเดียวนะครับ หรืออย่างconfig ntp และมี authenticationด้วย แต่ปรากฏว่าทำไม่ได้ ก็เลยตกในวันที่สองนี่เอง โชคดีที่บริษัท ผมออก ค่าใช้จ่ายทั้งหมดถึงแม้ว่าจะไม่ผ่าน ก็บินกลับChicagoเย็นวันนั้นเลย
ทีนี้ประสบการณ์ของเพื่อนผมซึ่งสอบมาทั้งแบบ 2-day format และแบบปัจจุบัน 1-day format จากที่คุยกันเพื่อนผมเค้าชอบแบบ 1-day format มากกว่า เพราะง่ายกว่า J แฮะๆ พูดเล่นครับ คือมันก็ยังยากอยู่ดี แต่ว่ามัน “compressed and challenge” ผมก็เลยไม่รู้ว่าจะแปลว่าอะไรดี ข้อสอบที่เค้าได้จะโดนเรื่อง BGP กับ OSPF แบบลึกๆเลย แล้วก็แน่นอนว่าต้องเป็น Frame relay สำหรับ run OSPF มีการ setup VLAN/Trunking กับเรื่องของ bridging บน 3550 ด้วย แต่ที่น่าสนใจคือการ config IPv6 ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ แต่เพื่อนผมบอกว่าไม่ยาก แค่ basic setup (!!) ที่เหลือก็เป็นfeaturesบน router ที่ไม่ใช่การ routing เช่น ipsec, nat, mobile ip, qos, etc.. เพื่อนผมทำเสร็จก่อนประมาณ 30 นาทีแต่เค้าบอกว่าเค้าไม่ตรวจเพราะคิดว่าถึงผิดก็คงแก้ไขไม่ได้แล้วเพราะconfigมันพันนัวเนียไปหมด ก็เลยออกจากห้องสอบคนแรก!! แต่ในที่สุดเค้าก็ผ่านหลังจากการพยายาม 3 ครั้ง และเตรียมตัว 6 เดือนเต็มสำหรับการสอบครั้งนี้ สุดยอดมากๆ
สรุป
สำหรับผู้ที่อยู่ในการเดินทางเพื่อจะเป็น CCIE ผมก็ขอให้กำลังใจช่วยเพราะรู้ดีว่าต้องเหนื่อย ลงทุนลงแรกและอดทนในการเตรียมตัวอย่างไร แต่จากประสบการณ์การทำงานในแวดวง IT จนถึงปัจจุบัน การเป็นCCIEก็อาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับทุกคนในชีวิตการทำงานนะครับ ผมเคยทำงานกับ CCIE หลายสิบคน (แต่ยังไม่เคยทำงานกับ CCIE คนไทยนะครับ) ผมว่าการทำให้ CCIEทำงาน เพื่อเรานี่สนุกกว่า และท้าทายกว่านะครับ ความคิดส่วนตัวนะครับแฮะๆๆ แต่ไม่สงวนลิขสิทธิ์
มีwebsite ที่ดีมากสำหรับผู้ที่จะสอบ Cisco certificate ทั้งหลาย ลองเข้าไปดูที่ www.groupstudy.com แล้วเข้าไปดูที่ Archive นะครับ